ไวยากรณ์อ่าน 22 นาที1 มิถุนายน 2568
📝

ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นพื้นฐาน 100 รูปแบบที่ผู้เริ่มต้นต้องรู้จัก

สรุปบทความ

ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นมีชื่อเสียงว่ายากสำหรับผู้เรียนชาวไทย แต่จริงๆ แล้วมีโครงสร้างที่สม่ำเสมอและมีกฎชัดเจน ถ้าเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว การเรียนรู้ต่อไปจะง่ายขึ้นมาก บทความนี้รวบรวมไวยากรณ์พื้นฐานระดับ N5-N4 ที่ใช้บ่อยที่สุด พร้อมตัวอย่างประโยคที่เข้าใจง่ายและคำอธิบายในภาษาไทย

#ไวยากรณ์#Particles#N5#N4#โครงสร้างประโยค

โครงสร้างประโยคภาษาญี่ปุ่น — SOV vs SVO

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างภาษาญี่ปุ่นกับภาษาไทยคือลำดับคำในประโยค ภาษาไทยใช้โครงสร้าง Subject-Verb-Object (SVO) เช่น "ฉัน-กิน-ซูชิ" แต่ภาษาญี่ปุ่นใช้ Subject-Object-Verb (SOV) คือ "ฉัน-ซูชิ-กิน" หมายความว่ากริยาจะอยู่ท้ายประโยคเสมอ

ตัวอย่าง: ภาษาไทย "ฉันกินซูชิ" → ภาษาญี่ปุ่น "わたしは すしを たべます" (watashi wa sushi wo tabemasu) แปลตรงๆ คือ "ฉัน[หัวข้อ] ซูชิ[กรรม] กิน[กริยา]"

ในภาษาญี่ปุ่น Particles (助詞 Joshi) ซึ่งเป็นคำเล็กๆ ที่ต่อท้ายคำนามหรือวลี มีหน้าที่บอกว่าคำนั้นทำหน้าที่อะไรในประโยค ซึ่งต่างจากภาษาไทยที่ใช้ลำดับคำและคำนำหน้าแทน การเข้าใจ Particles คือกุญแจสำคัญในการเข้าใจไวยากรณ์ญี่ปุ่น

ข่าวดีคือ ในภาษาญี่ปุ่น คุณสามารถสลับตำแหน่งของ Subject และ Object ได้ถ้าใช้ Particles ถูกต้อง เพราะ Particle บอกหน้าที่ของคำนั้นอยู่แล้ว เช่น "すしを わたしは たべます" ก็มีความหมายเดียวกับ "わたしは すしを たべます" แต่อาจเน้นที่ "ซูชิ" แทน

Particles พื้นฐานที่ต้องรู้

Particles เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของไวยากรณ์ญี่ปุ่น การเรียนรู้ Particles ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เรียนรู้ต่อไปได้ง่ายมาก

は (wa) — Particle แสดงหัวข้อของประโยค

は (wa) ใช้ระบุหัวข้อหรือ Theme ของประโยค ไม่เหมือน Subject ในภาษาอังกฤษ เพราะ は บอกว่า "เรากำลังพูดถึงอะไร" ไม่ใช่ "ใครทำอะไร"

  • わたしは がくせいです。(Watashi wa gakusei desu.) — ฉันเป็นนักศึกษา
  • これは ほんです。(Kore wa hon desu.) — นี่คือหนังสือ
  • たなかさんは にほんじんです。(Tanaka-san wa Nihonjin desu.) — คุณทานากะเป็นคนญี่ปุ่น

が (ga) — Particle แสดงประธาน

が (ga) ใช้ระบุประธานที่เป็นผู้กระทำหรือเป็นที่สนใจในประโยค ความแตกต่างระหว่าง は กับ が เป็นหนึ่งในเรื่องที่สับสนที่สุดสำหรับผู้เรียน

  • だれが きましたか?(Dare ga kimashita ka?) — ใครมา? (ถามหาประธาน)
  • わたしが やります。(Watashi ga yarimasu.) — ฉันจะทำ (เน้นที่ฉัน ไม่ใช่คนอื่น)
  • ねこが います。(Neko ga imasu.) — มีแมวอยู่ (แนะนำประธานใหม่)
  • わたしは にほんごが すきです。(Watashi wa nihongo ga suki desu.) — ฉันชอบภาษาญี่ปุ่น

を (wo) — Particle แสดงกรรมตรง

を (wo) ใช้ระบุกรรมตรงของกริยา (สิ่งที่ถูกกระทำ) ออกเสียงว่า "โอะ" ในภาษาพูดปัจจุบัน

  • ごはんを たべます。(Gohan wo tabemasu.) — กินข้าว
  • みずを のみます。(Mizu wo nomimasu.) — ดื่มน้ำ
  • ほんを よみます。(Hon wo yomimasu.) — อ่านหนังสือ
  • えいがを みます。(Eiga wo mimasu.) — ดูหนัง

に (ni) — Particle แสดงทิศทาง เวลา และจุดหมาย

に (ni) มีการใช้งานหลายแบบ แต่ใช้บ่อยที่สุดสำหรับแสดงเวลา ทิศทาง และจุดหมาย

  • にほんに いきます。(Nihon ni ikimasu.) — ไปญี่ปุ่น (จุดหมาย)
  • 7じに おきます。(Shichi-ji ni okimasu.) — ตื่นตอน 7 โมง (เวลา)
  • つくえの うえに あります。(Tsukue no ue ni arimasu.) — อยู่บนโต๊ะ (ตำแหน่ง)
  • ともだちに でんわします。(Tomodachi ni denwa shimasu.) — โทรหาเพื่อน (เป้าหมาย)

で (de) — Particle แสดงสถานที่กระทำและวิธีการ

で (de) ใช้แสดงสถานที่ที่เกิดกิจกรรม หรือวิธีการ/เครื่องมือที่ใช้

  • がっこうで べんきょうします。(Gakkou de benkyou shimasu.) — เรียนที่โรงเรียน
  • でんしゃで いきます。(Densha de ikimasu.) — ไปด้วยรถไฟ
  • にほんごで はなします。(Nihongo de hanashimasu.) — พูดเป็นภาษาญี่ปุ่น
  • はしで たべます。(Hashi de tabemasu.) — กินด้วยตะเกียบ

Particles อื่นๆ ที่ต้องรู้

Particleการใช้งานตัวอย่าง
へ (e)ทิศทาง (คล้าย に แต่เน้นทิศทาง)とうきょうへ いきます (ไปโตเกียว)
と (to)และ, กับ (ร่วมกับ)ともだちと あそびます (เล่นกับเพื่อน)
も (mo)ก็, ด้วยわたしも すきです (ฉันก็ชอบด้วย)
の (no)ความเป็นเจ้าของ, คำขยายわたしの ほん (หนังสือของฉัน)
か (ka)คำถาม (วางท้ายประโยค)がくせいですか? (เป็นนักศึกษาไหม?)
ね (ne)ยืนยัน, ขอความเห็นด้วยいいですね (ดีเนาะ)
よ (yo)เน้นข้อมูลใหม่もう 3じですよ (3 โมงแล้วนะ)

กริยาภาษาญี่ปุ่น — การผันและรูปแบบพื้นฐาน

กริยาในภาษาญี่ปุ่นผันตามรูปแบบที่กำหนด ไม่ผันตาม Person หรือ Number เหมือนภาษาอังกฤษ แต่ผันตามความสุภาพ เวลา และความหมาย กริยาแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก

กริยากลุ่ม 1 (U-verbs / Godan)

กริยากลุ่มนี้ลงท้ายด้วยเสียง U (-う,-く,-ぐ,-す,-つ,-ぬ,-ぶ,-む,-る) แต่ไม่ใช่ -る ที่มีเสียง i หรือ e ก่อน

  • かく (kaku) เขียน → かきます (kakimasu) เขียน (ปัจจุบัน/อนาคต)
  • のむ (nomu) ดื่ม → のみます (nomimasu)
  • はなす (hanasu) พูด → はなします (hanashimasu)
  • いく (iku) ไป → いきます (ikimasu)
  • まつ (matsu) รอ → まちます (machimasu)

กริยากลุ่ม 2 (RU-verbs / Ichidan)

กริยากลุ่มนี้ลงท้ายด้วย -る โดยมีเสียง i หรือ e ก่อน -る ผันโดยตัด -る แล้วเติม -ます

  • たべる (taberu) กิน → たべます (tabemasu)
  • みる (miru) ดู → みます (mimasu)
  • おきる (okiru) ตื่น → おきます (okimasu)
  • ねる (neru) นอน → ねます (nemasu)
  • おしえる (oshieru) สอน → おしえます (oshiemasu)

กริยากลุ่ม 3 (กริยาผิดปกติ)

มีเพียงสองกริยาในกลุ่มนี้ แต่ใช้บ่อยมาก ต้องจำแบบพิเศษ

  • する (suru) ทำ → します (shimasu)
  • くる (kuru) มา → きます (kimasu)

รูปกริยาที่ต้องรู้ในระดับ N5-N4

รูปแบบการใช้ตัวอย่าง (たべる)
ます / ませんปัจจุบัน / ปฏิเสธ (สุภาพ)たべます / たべません
ました / ませんでしたอดีต / ปฏิเสธอดีต (สุภาพ)たべました / たべませんでした
ますかคำถาม (สุภาพ)たべますか?
て-formประโยคต่อเนื่อง หรือ กริยาต่อกันたべて…
た-formอดีต (ทั่วไป)たべた
ない-formปฏิเสธ (ทั่วไป)たべない
たい-formต้องการ อยากจะたべたい
て-form + くださいขอร้องたべてください

ไวยากรณ์พื้นฐานที่ต้องรู้ — Pattern ที่ใช้บ่อยที่สุด

ต่อไปนี้คือ Grammar Pattern ที่ใช้บ่อยที่สุดในระดับ N5-N4 เรียงตามความสำคัญและความถี่การใช้

Pattern 1: N は N です — เป็น / คือ

Pattern พื้นฐานที่สุดในภาษาญี่ปุ่น ใช้แนะนำตัวหรืออธิบายว่าอะไรคืออะไร

  • わたしは たなかです。(Watashi wa Tanaka desu.) — ฉันชื่อทานากะ
  • これは えんぴつです。(Kore wa enpitsu desu.) — นี่คือดินสอ
  • ここは としょかんです。(Koko wa toshokan desu.) — ที่นี่คือห้องสมุด

Pattern 2: N₁ は N₂ じゃないです / ではありません — ไม่ใช่

  • わたしは せんせいじゃないです。(Watashi wa sensei ja nai desu.) — ฉันไม่ใช่ครู
  • これは くるまでは ありません。(Kore wa kuruma de wa arimasen.) — นี่ไม่ใช่รถ (แบบสุภาพมาก)

Pattern 3: V-たい — อยากจะ

ใช้แสดงความต้องการหรือความปรารถนา เติม -たい แทน -ます

  • にほんに いきたいです。(Nihon ni ikitai desu.) — อยากไปญี่ปุ่น
  • すしを たべたいです。(Sushi wo tabetai desu.) — อยากกินซูชิ
  • にほんごを はなしたいです。(Nihongo wo hanashitai desu.) — อยากพูดภาษาญี่ปุ่น

Pattern 4: V-て + いる — กำลัง / สถานะต่อเนื่อง

ใช้แสดงการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หรือสถานะที่เกิดจากการกระทำในอดีต

  • いま ごはんを たべています。(Ima gohan wo tabete imasu.) — ตอนนี้กำลังกินข้าวอยู่
  • にほんに すんでいます。(Nihon ni sunde imasu.) — อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น (สถานะ)
  • けっこんしています。(Kekkon shite imasu.) — แต่งงานแล้ว (สถานะ)

Pattern 5: V-ても いい — ได้ไหม / ขออนุญาต

  • ここに すわっても いいですか?(Koko ni suwatte mo ii desu ka?) — นั่งที่นี่ได้ไหม?
  • しゃしんを とっても いいですか?(Shashin wo totte mo ii desu ka?) — ถ่ายรูปได้ไหม?
  • でも いいですよ。(De mo ii desu yo.) — ได้นะ (อนุญาต)

Pattern 6: V-て ください — ขอให้ทำ / กรุณา

  • もう いちど いって ください。(Mou ichido itte kudasai.) — กรุณาพูดอีกครั้ง
  • こちらに きて ください。(Kochira ni kite kudasai.) — กรุณามาทางนี้
  • ゆっくり はなして ください。(Yukkuri hanashite kudasai.) — กรุณาพูดช้าๆ

Pattern 7: V-ないで ください — ขอให้ไม่ทำ

  • ここで たばこを すわないで ください。(Koko de tabako wo suwanai de kudasai.) — ขอให้ไม่สูบบุหรี่ที่นี่
  • しんぱいしないで ください。(Shinpai shinai de kudasai.) — กรุณาอย่าเป็นห่วง

Pattern 8: Adj-くて / Adj-で + Adj — คุณศัพท์เชื่อม

ใช้เชื่อมคุณศัพท์ตั้งแต่สองตัวขึ้นไป

  • このかばんは やすくて かるいです。(Kono kaban wa yasukute karui desu.) — กระเป๋านี้ราคาถูกและเบา
  • たなかさんは しんせつで やさしいです。(Tanaka-san wa shinsetsu de yasashii desu.) — คุณทานากะใจดีและอ่อนโยน

การสร้างประโยคคำถามและปฏิเสธ

ในภาษาญี่ปุ่น การสร้างประโยคคำถามและปฏิเสธมีวิธีที่ค่อนข้างชัดเจน ต่างจากภาษาอังกฤษที่ต้องเปลี่ยนลำดับคำในประโยคคำถาม

ประโยคคำถาม

วิธีสร้างประโยคคำถามในภาษาสุภาพ เพียงเพิ่ม か ท้ายประโยคบอกเล่า

  • これは ほんですか? (Kore wa hon desu ka?) — นี่คือหนังสือใช่ไหม?
  • まいにち べんきょうしますか? (Mainichi benkyou shimasu ka?) — เรียนทุกวันไหม?
  • なんじ に おきますか? (Nanji ni okimasu ka?) — ตื่นกี่โมง?
  • なにを たべたいですか? (Nani wo tabetai desu ka?) — อยากกินอะไร?

คำถามด้วย Question Words

คำถามความหมายตัวอย่าง
なに/なん (nani/nan)อะไรなんですか? (คืออะไร?)
だれ (dare)ใครだれが きましたか? (ใครมา?)
どこ (doko)ที่ไหนどこに いきますか? (จะไปไหน?)
いつ (itsu)เมื่อไหร่いつ おわりますか? (จะเสร็จเมื่อไหร่?)
どうして/なぜ (doushite/naze)ทำไมどうして おそいですか? (ทำไมช้า?)
どう/いかが (dou/ikaga)อย่างไรどう おもいますか? (คิดว่าอย่างไร?)
いくら (ikura)เท่าไหร่ (ราคา)いくらですか? (ราคาเท่าไหร่?)
いくつ (ikutsu)กี่อัน/อายุเท่าไหร่おいくつですか? (อายุเท่าไหร่?)

ระดับความสุภาพ — Teineigo กับ Casual

ภาษาญี่ปุ่นมีระดับความสุภาพที่ชัดเจนมาก สำหรับผู้เรียนระดับ N5-N4 ควรเน้นเรียน Teineigo (丁寧語) หรือภาษาสุภาพก่อน เพราะใช้ได้กับทุกสถานการณ์โดยไม่เสี่ยงเสียมารยาท

Teineigo ใช้กริยาลงท้าย -ます (-masu) และ です (desu) ในขณะที่ Casual Form (ภาษาพูดทั่วไป) ใช้กริยาในรูปพื้นฐาน (-u form) และ だ (da) แทน

เมื่อพูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือน้องๆ ชาวญี่ปุ่นใช้ Casual Form แต่เมื่อพูดกับผู้ใหญ่ หัวหน้า คนแปลกหน้า หรือในที่ทำงาน ควรใช้ Teineigo เสมอ

💡 เคล็ดลับ: เรียน Teineigo ให้คล่องก่อน แล้วค่อยเรียน Casual Form ทีหลัง อย่าเรียนพร้อมกันเพราะจะสับสน และการพูด Casual กับคนที่ไม่รู้จักหรือผู้ใหญ่ถือว่าเสียมารยาทมากในวัฒนธรรมญี่ปุ่น

เทคนิคฝึกไวยากรณ์ให้ได้ผล

การเรียนไวยากรณ์แบบท่องจำกฎไม่ได้ผลในระยะยาว วิธีที่ดีกว่าคือการเรียนผ่านการฝึกใช้จริงในประโยค

วิธีฝึกที่ได้ผล

  1. เรียน Grammar Pattern ใหม่ ทำความเข้าใจความหมายและการใช้ อ่านตัวอย่างประโยค 5-10 ประโยค
  2. สร้างประโยคของตัวเองอย่างน้อย 5 ประโยค โดยใช้คำศัพท์ที่รู้แล้ว
  3. ฝึกเขียนประโยค แล้วลองพูดออกเสียงด้วย
  4. ใช้ Grammar Pattern ใหม่ในบทสนทนาจริง หรือเขียนในบันทึกประจำวัน
  5. เพิ่ม Sentence Card ใน Anki สำหรับประโยคตัวอย่างที่ดีที่สุด

แหล่งฝึกไวยากรณ์ที่แนะนำ

  • Bunpro.jp — เว็บ SRS สำหรับเรียน Grammar โดยเฉพาะ ครอบคลุม N5-N1
  • Tae Kim's Guide — คู่มือไวยากรณ์ญี่ปุ่นที่อธิบายดีและฟรี
  • Japanese Ammo with Misa (YouTube) — อธิบาย Grammar ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ
  • หนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตรฐาน — มี Grammar ครบถ้วนในระดับ N5-N4
  • みんなのLearn — เรียนภาษาญี่ปุ่น N5-N4 ออนไลน์ฟรีในภาษาไทย

🎯 สรุป

ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นมีความสม่ำเสมอและมีกฎที่ชัดเจน ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับผู้เรียน เมื่อเข้าใจ Particles และรูปแบบกริยาพื้นฐานแล้ว คุณจะสร้างประโยคได้หลายพันประโยค สิ่งสำคัญคือการฝึกใช้ทุกวัน ไม่ใช่แค่อ่านกฎ ลองเขียน ลองพูด และลองใช้กับคนจริงๆ นั่นคือวิธีเรียนไวยากรณ์ที่ได้ผลที่สุด

คำถามที่พบบ่อย